วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

ภัยเงียบในอาคารเรียนสามารถป้องกันได้



ภัยเงียบในอาคารเรียนสามารถป้องกันได้
                ปัจจุบันโรงเรียนนิยมสร้างตึกอาคารสูง และมีการใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาที่เรียนในชั้นเรียน ทำให้รับอากาศธรรมชาติได้น้อยลง จึงทำให้เกิดอาการระคายจมูก อาการภูมิแพ้
                ผศ.ดร.นพ.จามร สมณะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายว่า โรคภูมิแพ้มี 2 ลักษณะ
                1.แพ้เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง เช่นแพ้ไรฝุ่น
                2.แพ้สารเคมี เช่น อาการระคายเคือง ถูกทำลายเนื้อเยื่อจากสารเคมีไประคายเคืองเนื้อเยื่อโดยตรง
                ปัญหาเรื่องสารพิษหรือสารเคมี เกิดจากการทุบตึก มีฝุ่น เช่นฝุ่นปูน ผงไม้ น้ำยาเคลือบหนัง ยิปซัมใยแก้ว ใยหิน ที่เป็นกระเบื้องมุงหลังคา เมื่อสูดเข้าไปในปอดแล้ว ร่างกายกำจัดไม่หมด จะเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง จนปอดกลายเป็นพังผืด และรอบๆตัวเราอีกมากมาย
                ผลเสียของสารพิษต่างๆ ทำให้มีอาการ
1.เกิดการแพ้        2.ระคายเคือง       3.ก่อมะเร็ง           4.เชื้อโรคสะสม
                การป้องกัน
1.อย่าอยู่แต่ในห้องแอร์นานๆ
2.ทำความสะอาดห้องเรียนบ่อยๆ
3.เครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
4.ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ รอบอาคารเรียน
                ผศ.ดร.พัชรียา บุญก่อแก้ว อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความรู้ประโยชน์ของต้นไม้ว่า ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปล่อยออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ จึงควรปลูกต้นไม้ตามอาคารสามารถช่วยได้ เช่นพลูด่าง กวักมรกต เดหลี เป็นตัวอย่าง
                ดังนั้นถานักเรียนอยู่ในห้องแอร์นานๆ จึงควรช่วยกันหาต้นไม้มาตกแต่งห้องเรียน และทำความสะอาดห้องให้ปราสจากฝุ่นละออง พร้อมอย่าลืมการออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยต่างๆได้

                                                                                                บุญมี  สามัญ

พื้นฐานคุณธรรมมีน้ำใจ (Kindness)



พื้นฐานคุณธรรมมีน้ำใจ (Kindness)
                มีน้ำใจ  คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง เห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทร เอาใจใส่ ให้ความสนใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้ช่วยเหลือสังคม รู้จักเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการ
คุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจมีความสำคัญอย่างไร?
                คนมีน้ำใจหรือมีใจเอื้อเฟื้อ คือ คนที่มีเมตตา มีความหวังดีอยู่เสมอ เป็นคุณธรรม 2 หมวด คือ พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4  จะมีหลักความประพฤติ ดังนี้
พรหมวิหาร เป็นคุณธรรมภายในจิตใจ ได้แก่
                ความเมตตา คือ มีความรัก ความปรารถนาดี หวังดีต่อผู้อื่น
                ความกรุณา คือ ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์
                มุทิตา คือ ความเบิกบาน พลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข
                อุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง ปฏิบัติตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม
บำเพ็ญการสงเคราะห์ ซึ่งเป็นคุณธรรมภายนอก ได้แก่
                การให้ทาน คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์
                ปิยวาจา คือ พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจงแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผล ชักจูงในทางที่ดีงาม              อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือด้วยแรงกาย
                สมานัตตตา คือ ทำตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ไม่เอา
                พื้นฐานคุณธรรมมีน้ำใจ ประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข จำเป็นจะต้องเป็นผู้มีน้ำใจ มีไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง และความมีน้ำใจเป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคนสามารถทำได้ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงผู้อื่น และแสดงต่อผู้อื่นเหมือนที่ต้องการให้คนอื่นแสดงต่อตนเอง สามารถทำดีต่อผู้อื่นได้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ แสดงน้ำใจกับคนรอบข้าง เสียสละกำลังทรัพย์ สติปัญญา กำลังกาย และเวลา ให้แก่ผู้เดือดร้อน ดังนั้น ถ้านักเรียนมีนิสัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้ความรักแก่ผู้อื่น และให้ความร่วมมือ ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถด้วยความจริงใจที่มี ก็ย่อมเป็นที่รัก ที่ต้องการ เป็นคนมีคุณค่าต่อสังคม
                ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานสร้างความมีน้ำใจ ด้วยการเจริญสติ ได้แก่ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ 
                การสวดมนต์ เป็นการปลูกฝังสร้างความรู้สึกสมานสามัคคีในชุมชน ทำให้รู้สึกว่าเป็นหมู่เดียวกัน และเป็นโอกาสที่จะทบทวนคำสอน เป็นการตั้งต้นสำหรับวันใหม่ ด้วยความรู้สึกตัว มีสติ ทั้งยังเป็นอุบายในการเปลี่ยนอารมณ์ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทางโรงเรียนจะเริ่มต้นตอนเช้าด้วยการให้นักเรียน ได้สวดมนต์
                การนั่งสมาธิ ครูจะให้นักเรียนเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง นั่งให้สบาย พอดี หายใจให้สบาย กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก โดยสม่ำเสมอ ติดต่อกัน ไม่ต้องคิดอะไร สุดท้ายตั้งใจแผ่เมตตา


                การสอนให้นักเรียนมีคุณธรรมที่จะใช้ได้ตลอดชีวิต จะให้ได้ผลจริง ครูผู้สอนจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะถ้าหากว่าครูพยายามปลูกฝังคุณธรรมในนักเรียน ทั้งๆ ที่ตัวครูเองยังไม่มีคุณธรรมนั้น คำพูดและการสอนของครูคงไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น ครูจึงต้องฝึกฝนตัวเองให้เป็นผู้มีคุณธรรม มีหลักบารมี 10 ทรรศดังนี้
                การให้ทานที่ประกอบด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผลของการให้ ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ การให้ทานที่สูงขึ้น คือ การให้อภัย ปล่อยวาง ไม่ถือสา ส่วนทานที่สูงสุด คือ การให้ธรรมะ มีน้ำใจแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น
                ศีล ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมั่นคง ทำให้เรามีความเคารพนับถือตัวเอง เป็นผู้ที่สังคมยอมรับ
                ปัญญา ที่เกิดจากการรู้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป เรียนรู้และพยายามใช้ความคิด ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ฝึกตัวเองให้รู้เท่าทันอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ครูควรจะพัฒนาตัวเองและควรนำไปสอนนักเรียนด้วยเช่นกัน
                ความอดทน ต่อความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย คำพูดของคนอื่น และอารมณ์ของตัวเอง
                ความขยันหมั่นเพียร  ขยันในการป้องกันสิ่งที่ไม่ดีที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น และขยันในการพัฒนาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
                ความจริงใจ จริงใจกับตัวเอง จริงทั้งกาย ทั้งวาจา ไม่ยอมพูดเท็จ ไม่ยอมพูดบิดเบือนจากความจริง เราจะเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว มีจิตใจที่เฉียบคม ซึ่งเป็นฐานของความสุข
                อธิษฐานบารมี การตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยการตั้งเป้าหมายเป็นระยะๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย จึงจะทำให้เรามีความรู้สึกกำลังก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา การอธิษฐานจึงใช้เป็นเทคนิคในการให้กำลังใจแก่ตัวเอง ครูควรฝึกให้มีเป้าหมาย
ในชีวิต
                เมตตา เป็นคุณธรรมสำคัญของครู ของผู้สอน และเมตตาเป็นความรักที่ประกอบด้วยธรรม เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่โกรธ
                อุเบกขา จิตใจที่เป็นกลาง ที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในโลกความเป็นจริง ครูจึงควรตั้งอกตั้งใจที่การสร้างเหตุ กำหนดหน้าที่อันถูกต้อง ทำเต็มความสามารถ และปล่อยวางในผลที่จะ
 บรรณานุกรม
ชยสาโรภิกขุ. (2541). ความรู้ไม่ท่วมหัว เอาตัวรอดได้. กรุงเทพฯ : โรงเรียนทอสี.
ชยสาโรภิกขุ. (2549). โหลหนึ่งก็ถึง : คุณธรรม 12 ประการ เพื่อความสำเร็จในการศึกษาวิถีพุทธ” จัดทำโดยโรงเรียนทอสี. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ :.



                                                                                นายบุญมี   ต้องเสรีกุล
                                                                                ผู้สอนวิถีธรรมวิถีไทย

การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดจากบัวหลวง



 


การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดจากบัวหลวง
บัวเป็นพืชชนิดหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน บัวไม่ได้เป็นเพียงพืชธรรมดาที่ให้ประโยชน์ได้เฉพาะการนำไปใช้ไหว้พระ นำไปรับประทาน หรือนำไปปลูกไว้เพื่อประดับให้สวยงามเท่านั้น บัวยังสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรได้ นอกจากนี้บัวยังมีคุณลักษณะเด่นอื่นๆ และให้อรรถประโยชน์ได้อีกหลายด้านพืชบัวถูกค้นพบว่ามีมานานแล้วกว่า 3000-4000 ปี จากภาพเขียนสี และซากสถาปัตยกรรมโบราณของชาวอียิปต์บัวได้ถูกใช้พิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ มากมาย ในทุกศาสนาและทุกลัทธิต่างมีการกล่าวถึงเทพเจ้าหลายองค์กับบัว ดอกบัวจะถูกใช้ในพิธีกรรมและพิธีมงคลต่างๆ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ จะมีที่กล่าวถึงบัวไว้ทั้งในพุทธประวัติ พุทธสุภาษิต และบทสวดมนต์ บัวยังมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของหลายชาติ โดยเฉพาะชาติไทย ได้แก่ การนำไปใช้ตั้งชื่อหรือเรียกคนสถานที่ สิ่งของ อาทิ จังหวัดปทุมธานี อุบลราชธานี “กระทรวงบัวแก้ว” ซึ่งหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศ และประเพณีโยนบัวรับบัว เป็นต้น ความสวยงามของบัวที่เป็นสากลยังได้ถูกถ่ายทอดไปสู่วรรณกรรมและศิลปกรรมในรูป แบบต่างๆมากมาย เช่น คำกลอน สุภาษิต ระบำดอกบัว ลวดลายบนหัวเสา ความต้องการบัวในตลาดโลกปัจจุบันมีอยู่มากและต่อเนื่อง ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การพัฒนาบัวให้เป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ จึงมีความเป็นไปได้หากทุกฝ่ายร่วมมือและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง (http://www.kmitl.ac.th/agridata/Lotus/article/Lotus.pdf)
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพด้านเกษตรกรรม ซึ่งมีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้าทางการเกษตรเป็นมูลค่าสูงถึง 662,229 ล้านบาท ในปี 2552 (http://www.oae.go.th/oae_report/export_import/export_result.php) พืชที่ส่งออกและสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ ามัน ยางพารา สับปะรด ล าใย ทุเรียน มังคุด เงาะ กาแฟ กล้วยไม้ กระเทียม ขิง และ พริกไทย เป็นต้น (http://www.agriinfo.doae.go.th/5year/export/exportpage.pdf) ในการป้องกันก าจัดศัตรูพืชที่ทำความเสียหายในทุกพื้นที่ที่มีการปลูกพืชในปัจจุบัน เกษตรกรมักนิยมใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัด ซึ่งสารเหล่านี้มีการนำเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และลดการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร และมักก่อให้เกิดปัญหาในด้านความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม นอกจากนี้สารเคมีบางชนิดไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติก่อให้เกิดการสะสมใน ดิน พืชและน้ำและเกิดผลกระทบต่อมนุษย์ทางห่วงโซ่อาหาร ปัจจุบันสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ
เริ่มเข้ามามีบทบาทส าคัญในระบบเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกพืชระบบอินทรีย์ ได้มีการนำมาศึกษาวิจัยและพบว่าสามารถสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีฤทธิ์ ในการยับยั้งศัตรูพืช รวมทั้งส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชจากสิ่งมีชีวิต ในการค้นหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจ าเป็นต้องอาศัยเทคนิค เครื่องมือในการทดสอบฤทธิ์ และวิธีการแยกสารให้บริสุทธิ์เพื่อศึกษาว่าองค์ประกอบใดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ นอกจากนั้นยังต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของสารบางส่วนเพื่อทำให้สารนั้นมี ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นซึ่งจ าเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต และยังช่วยลดปัญหาผลกระทบจากการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรได้อีกด้วย
จากการศึกษาวิจัยพบสารชนิดต่างๆ ในส่วนประกอบของบัวหลวง ที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายหรือน ามาปรุงเป็นยารักษาโรคได้ เช่น ส่วนต่างๆ ของบัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertn.) คือ ดอก ใบ ก้านใบ ฝักบัว เมล็ด และโดยเฉพาะดีบัว มีสารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) หลายชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อการขยายเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ เกสรบัว (ตัวผู้) พบสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รากบัว เหง้าบัว และเปลือกผล พบสารพวกแทนนิน (Tannin) เป็นสารฝาดสมานที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการท้องเดิน และรากบัวมีสารพวกแคลเซียม (Calcium) ช่วยบ ารุงร่างกายเมล็ดบัว มีสารไขมัน (Lipid) ช่วยเพิ่มพลังงาน บำรุงไขข้อและเอ็น (http://www.kmitl.ac.th/agridata/Lotus/article/Lotus.pdf) การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์จากบัวหลวงในประเทศไทย ทำให้ทราบองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวหลวง ในการนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ต่อไป
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
โดย ปิยะวดี เจริญวัฒนะ, สุมนา ปานสมุทร, ดำรงค์ คงสวัสดิ์ และอำนวย เพชรประไพ
ปี 2552

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

แสงเหนือแสงใต้ (aurora)



แสงเหนือแสงใต้ คืออะไร
แสงเหนือแสงใต้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า "ออโรรา"(aurora) ซึ่งเกิดจากอนุภาคพลังงานสูง (ที่เกิดจากปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์ หรือ โซลาแฟลร์-การประทุอย่างรุนแรงบนดวงอาทิตย์) เคลื่อนที่มากระทบกับสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณชั้นบรรยากาศโลก โดยส่วนใหญ่แสงออโรราเกิดที่ความสูงประมาณ 100 ถึง 200 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ขั้วโลกและขั้วแม่เหล็กโลก โดยเป็นแสงสวยงามเสมือนกับละอองสีที่พลิ้วบนแผ่นฟ้าในยามค่ำคืน
เมื่อเกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านเหนือ เราเรียกว่า "แสงเหนือ" หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า aurora borealis ซึ่งตั้งโดยกาลิเลโอ และในกรณีที่เกิดออโรราขึ้นบริเวณซีกโลกด้านใต้ เราเรียกว่า "แสงใต้" (aurora australis)


ออโรราปรากฏขึ้นบ่อยตั้งแต่เวลาค่อนดึกจนถึงเที่ยงคืน (22:00 ถึง 24:00) โดยเฉพาะเมือง Andenes ประเทศนอร์เวย์ สามารถสังเกตเห็นออโรราได้เกือบทุกคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โดยที่สีของออโรราที่เป็นแสงสีฟ้าและสีม่วงจะปรากฏที่ความสูงต่ำกว่า 120 กิโลเมตร ในขณะที่สีเขียวเข้มปรากฏ ที่ความสูง 120 ถึง 180 กิโลเมตร สำหรับสีแดงปรากฏที่ความสูง 200 กิโลเมตร
จากที่เราทราบมาแล้วว่า อนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์เข้าสู่โลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำ ให้เกิดออโรรา ดังนั้น ถ้าในปีใดที่เกิดปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ อาทิเช่น จุดดับบนดวงอาทิตย์หรือการประทุบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนบ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์จึงมีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์ออโรราบน โลกมากขึ้นเช่นกัน